คอลลาเจนคือะไร ชนิด แหล่งที่มาและประโยชน์ของอาหารเสริม

คอลลาเจนคือะไร ชนิด แหล่งที่มาและประโยชน์ของอาหารเสริม

คอลลาเจน คืออะไร?

คอลลาเจนประกอบไปด้วยกรดอะมิโน (โปรตีน) และคิดเป็น 30% ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย โครงสร้างของโปรตีนมีลักษณะเป็นเส้นใยประกอบด้วยเชือก 3 เส้นคล้ายเฮลิซซึ่งประกอบไปด้วยเส้นใยเล็กๆ จำนวนมากเรียกว่า มาโครไฟบริล (Macrofibrils)

มาโครไฟบริลประกอบด้วยประกอบด้วยเส้นใยที่เล็กกว่าและบางกว่าเรียกว่า ไมโครไฟบริล (Microfibrils) มีลักษณะคล้ายกับเชือก คอลลาเจนมีความต้านทานต่อแรงดึงซึ่งสามารถดึงและยืดได้โดยไม่หัก

ทำไมคอลลาเจนจึงมีความสำคัญ

คอลลาเจนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับข้อต่อ กระดูก กล้ามเนื้อ เอ็น เส้นเอ็น กระดูกอ่อน ผิวหนัง ผมและเล็บ คอลลาเจนเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของโปรตีนเกี่ยวพันและมีบทบาทสำคัญในร่างกายโดยการกระแทก เสริมความแข็งแรง ให้ความชุ่มชื้น ผูกมัดและเชื่อมเนื้อเยื่อเข้าด้วยกัน เนื้อเยื่อประสานสามารถช่วยทางกายภาพและทางกลไกผ่านคอลลาเจน เส้นใยยืดหยุ่น และเส้นใยเรติคิวลาร์ (เส้นใยร่างแห)

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันสามารถจำแนกได้เป็น 5 ประเภท

  1. เนื้อเยื่อเกี่ยวพันหลวม เนื้อเยื่อชนิดนี้สามารถพบได้ในระหว่างอวัยวะของเราและทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหว และช่วยยึดเนื้อเยื่อเข้าด้วยกัน
  2. เนื้อเยื่อเกี่ยวพันหนาแน่น เนื้อเยื่อนี้มีเส้นใยคอลลาเจนมากกว่าเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหลวม ทำให้แข็งแรงและทนทานต่อการยืดตัวมากขึ้น เนื้อเยื่อเกี่ยวพันหนาแน่น สามารถจำแนกได้เป็นแบบปกติและไม่ปกติ ไฟเบอร์ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแบบปกติจะขนานกัน ในขณะที่ไฟเบอร์ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ไม่ปกติจะวิ่งไปในทิศทางแบบสุ่ม เอ็นและเส้นเอ็นคือตัวอย่างของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหนาแน่นแบบปกติ ส่วนชั้นหนังแท้ คือตัวอย่างของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหนาแน่นแบบผิดปกติ
  3. กระดูกอ่อน เนื้อเยื่อชนิดนี้ประกอบด้วยไฟเบอร์คอลลาเจนที่สั้นและกระจายตัวจำนวนมาก ทำให้มีความแข็งแรง ทำให้มีความแข็งแรง เป็นรอยย่นและยืดหยุ่นได้
  4. กระดูก คือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันส่วนที่แข็งที่สุด ทำจากไฟเบอร์คอลลาเจนที่ประกอบด้วยแร่ธาตุ เรียกว่า แคลเซียมฟอสเฟต (Calcium phosphate) กระดูกมีหน้าที่ในการป้องกันอวัยวะภายในและพยุงร่างกาย
  5. เลือด คือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เป็นของเหลว ช่วยลำเลียงสารอาหารและอ๊อกซิเจนไปทั่วร่างกาย

ชนิดที่แตกต่างกันของคอลลาเจน

คอลลาเจนในร่างกายมนุษย์มีหลายประเภท แต่ละประเภทมีหน้าที่ในลักษณะเฉพาะเพื่อช่วยในกระบวนการและการทำงานของร่างกาย


คอลลาเจนชนิดที่ 1
คิดเป็น 90% ของคอลลาเจนในร่างกายมนุษย์ พบได้ตามผิวหนัง กระดูก ผนังหลอดเลือด เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และกระดูกอ่อนที่มีเส้นใย (แข็ง) คอลลาเจนชนิดนี้ยังถูกพบได้ในเนื้อเยื่อแผลเป็นและช่วยในการรักษาบาดแผลและการแข็งตัวของเลือด

ในบรรดาคอลลาเจนที่มีหลายชนิดนั้น คอลลาเจนประเภทที่ 1 เป็นที่รู้จักในด้านคุณสมบัติในการช่วยต่อต้านริ้วรอย ธรรมชาติของเส้นใยของคอลลาเจนประเภทนี้สามารถลดเลือนริ้วรอยและช่วยปรับสภาพผิวให้แข็งแรงและมีความชุ่มชื้น


คอลลาเจนชนิดที่ 2
คอลลาเจนประเภทนี้ทำจากเส้นใยที่หลวมกว่าและพบได้ในกระดูกอ่อนที่ยืดหยุ่นซึ่งทำหน้าที่รองรับข้อต่อต่างๆ คอลลาเจนชนิดนี้เป็นที่รู้จักในการช่วยเรื่องสุขภาพข้อต่อและสามารถรักษาอาการปวดข้อได้ดังเช่นที่พบในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ
ในการเปรียบเทียบกับคอลลาเจนชนิดอื่นๆ คอลลาเจนประเภทที่ 2 สามารถรับประทานได้แสดงให้เห็นว่ามีชีวิตอยู่ได้ผ่านระบบย่อยอาหารได้มากกว่าคอลลาเจนประเภทอื่นๆ อาหารเสริมส่วนมากที่มีเป้าหมายอยู่ที่สุขภาพผิวนั้นทำมาจากคอลลาเจนที่ผสมผสานรวมกันของคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3


คอลลาเจนชนิดที่ 3
คอลลาเจนชนิดนี้อยู่ภายในโครงสร้างของกล้ามเนื้อ อวัยวะและหลอดเลือด เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วยในการสร้างเกล็ดเลือด และมีความสำคัญต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด คอลลาเจนชนิดนี้พบได้ในกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นประเภทของคอลลาเจนที่มีประโยชน์ต่อการสร้างมวลกล้ามเนื้อมากที่สุด


แหล่งของคอลลาเจนชนิดที่ 1, 2 และ 3

ชนิดที่ 1
น้ำซุปโครงกระดูก
ไข่ขาว
คอลลาเจนเปปไทด์
อาหารที่อุดมด้วยโปรตีนจากเนื้อและปลา
คอลลาเจนจากปลาทะเล
ชนิดที่ 2
น้ำซุปโครงกระดูก
คอลลาเจนจากไก่
อาหารที่อุดมด้วยโปรตีนจากไก่
มัลติคอลลาเจนจากโปรตีนพาวเดอร์
ชนิดที่ 3
น้ำซุปโครงกระดูก
ไข่ขาว
คอลลาเจนเปปไทด์
อาหารที่อุดมด้วยโปรตีนจากเนื้อ
และปลา
คอลลาเจนจากโปรตีนพาวเดอร์

คอลลาเจนประเภทใดที่สำคัญต่อสุขภาพผิวมากที่สุด

คอลลาเจนประเภทที่ 1 มีความสำคัญต่อสุขภาพผิวมากที่สุดเพราะมีคอลลาเจนจากธรรมชาติที่พบได้ในร่างกายอยู่เป็นจำนวนมาก มันคือส่วนประกอบหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ประกอบขึ้นจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งเส้นเอ็น เอ็น ผิวหนังและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ให้โครงสร้างและความแข็งแรงให้กับผิว ซึ่งหมายความว่าสามารถยืดออกได้โดยไม่ถูกทำลาย

สารอาหารชนิดใดที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์คอลลาเจน

คอลลาเจนประเภทที่ 1 และ 3 ประกอบด้วยสายโซ่ 3 สาย เรียกว่า สายอัลฟา แต่ละสายมีกรดอะมิโนอยู่ประมาณ 1,000 ชนิด ในบรรดากรดอะมิโนเหล่านี้ ไกลซีนเป็นที่แพร่หลายมากที่สุด คิดเป็นหนึ่งในสามของสายโซ่เหล่านี้ ดังนั้นจึงเป็นส่วนเกี่ยวข้องในการสังเคราะห์คอลลาเจน โพรลีน คือกรดอะมิโนอีกหนึ่งประเภทที่มีความสำคัญในการผลิตคอลลาเจนเช่นกัน

ตารางด้านล่างนี้คือกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของคอลลาเจนประเภทที่ 1 และ 3

กรดอะมิโนเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนเป็น “ตัวสร้างคอลลาเจน” ที่รวมตัวกันเพื่อสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ทั้งนี้ยังคงมีสารอาหารอื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์คอลลาเจนเช่นกัน และการขาดสารอาหารอาจทำให้การผลิตคอลลาเจนลดลง ซึ่งรวมถึง

  • วิตามิน C มีความจำเป็นต่อร่างกายในการผลิตคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอันเนื่องมาจากการสึกหรอในแต่ละวัน หากวิตามิน C ไม่เพียงพอต่อการสร้างคอลลาเจนจะก่อให้ปัญหาขึ้นทั่วร่างกาย เช่น เลือดออกตามไรฟัน เป็นต้น
  • Copper (ทองแดง) กระตุ้นเอนไซม์ที่ช่วยในการผลิตคอลลาเจน
  • Zinc (สังกะสี) มีความจำเป็นต่อการสร้างกระดูก เนื่องมาจากบทบาทหน้าที่ของมันส่วนใหญ่เป็นปัจจัยร่วมในการสังเคราะห์คอลลาเจน ในบางวิจัยเผยว่าสังกะสีทำให้อัตราการสลายของคอลลาเจนช้าลง แต่สามารถเพิ่มอัตราการรักษาบาดแผลได้
  • Manganese (แมงกานีส) เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการกระตุ้นโปรลิเดส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ให้กรดอะมิโนโพรลีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของคอลลาเจน
คอลลาเจนเป็นวีแกนได้ไหม

ในทางเทคนิค คอลลาเจนวีแกนสามารถสร้างขึ้นโดยใช้ยีสต์และแบคทีเรียดัดแปลงพันธุกรรม อย่างไรก็ตามมันก็เกิดขึ้นได้ยาก ในทางกลับกันกรดอะมิโนมีความจำเป็นต้องใช้ในการผลิตคอลลาเจนในร่างกาย โดยเฉพาะไกลซีนและโพรลีนซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 สามารถได้รับจากอาหารเพื่อที่จะช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจนในร่างกาย การทำเช่นนี้คุณจำเป็นต้องต้องให้ร่างกายมีหน่วยโครงสร้างที่จำเป็นในการผลิตคอลลาเจนตามธรรมชาติ
การค้นหาคอลลาเจนวีแกนอาจเป็นเรื่องยากแต่การหาแหล่งโปรตีนวีแกนที่มีกรดอะมิโนเต็มจำนวนที่จำเป็นในการผลิตคอลลาเจนนั้นเป็นไปได้ Nuzest Pea protein ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นและไม่จำเป็นทั้งหมดที่ต้องใช้ในการสังเคราะห์คอลลาเจนในร่างกาย ในปริมาณ 1 เสิร์ฟมีไกลซีน 795 มิลลิกรัมและโพรลีน 872 มิลลิกรัม

การเสริมคอลลาเจนช่วยให้สุขภาพผิวดีขึ้นหรือไม่

มีการวิจัยเป็นจำนวนมากส่วนใหญ่เป้นคอลลาเจนประเภทที่ 1 เป็นการทดสอบผลของการเสริมคอลลาเจนที่มีต่อสุขภาพผิว จากการศึกษาได้ระบุผลลัพธ์เชิงบวกมากมายของการเสริมคอลลาเจนสำหรับผิว ได้แก่

  • การชะลอวัย
  • การลดเลือนริ้วรอย
  • การเพิ่มความชุ่มชื้น
  • การเพิ่มความยืดหยุ่น
  • ช่วยในการรักษาบาดแผลและการสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็น
  • การลดเซลล์ลูไลท์และรอยแตกลาย

ประโยชน์หลักๆ ของคอลลาเจน คือการลดเลือนริ้วรอย จากการศึกษาพบว่าการเสริมคอลลาเจนสามารถช่วยลดเลือนริ้วรอย ช่วยปรับความลึกของริ้วรอยและเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้กับผิว
จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่ได้รับคอลลาเจนไฮโดรเสต (คอลลาเจนประเภทที่ 1 ) ปริมาณ 2.5 และ 5 กรัมเป็นเวลา 4-8 สัปดาห์ พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นและชุ่มชื้นมีริ้วรอยลดลงถึง 20% อย่างมีนัยสำคัญ
ในการเปรียบเทียบ การทดลองในผู้หญิง 72 คนอายุ 35 ปีหรือมากกว่า ได้รับคอลลาเจนไฮโดรเสต (คอลลาเจนประเภทที่ 1 และ 2 ทุกวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าริ้วรอยลดลงถึง 27% ผิวหนังมีความชุ่มชื้นถึง 28% จากการศึกษาพบอีกว่าคอลลาเจนช่วยปรับในเรื่องของความเรียบเนียนและริ้วรอยของผิวอีกด้วย
เป็นที่น่าสนใจอย่างมากที่การศึกษายังคงพบอีกว่าผู้หญิงอายุระหว่าง 24 และ 50 ที่ได้รับคอลลาเจนมีการลดลงของระดับเซลล์ลูไลท์อย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยทางด้านโภชนาการและการดำเนินชีวิตมีผลต่อสุขภาพผิวด้วยหรือไม่

คอลลาเจนด้วยตัวมันเองแล้วมีประโยชน์ต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพผิวต่างๆ อย่างไรก็ดีปัจจัยทางด้านโภชนาการและการดำเนินชีวิตก็มีส่วนในการพิจารณาด้วยเช่นกัน
การปรับโภชนาการด้านอาหารสามารถเปลี่ยนวิธีการทำงานของผิวได้ การขาดกรดไขมันที่จำเป็นหรือการสะลมของกรดไขมันที่ผิดปกติที่เรียกว่า Skin Scaling (ผิวแห้งเป็นสะเก็ด) และเกราะป้องกันผิวเสื่อม การเพิ่มน้ำมันโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ในอาหารพบว่าสามารถช่วยลดความหยาบและแห้งของผิวได้ นอกจากนี้คาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลที่ผ่านการขัดสียังส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวโดยไปทำลายโครงสร้างปกติของเส้นใยคอลลาเจนและทำให้ไม่สามารถซ่อมแซมได้ด้วยกระบวนการตามปกติได้
ปัจจัยทางด้านการดำเนินชีวิต เช่นการสัมผัสแสงแดดโดยตรง (UV) เป็นการลดลงของสภาพแวดล้อมนอกเซลล์ที่เป็นส่วนประกอบในการสร้างคอลลาเจนและความยืดหยุ่นให้กับผิว นอกจากนี้การสูบบุหรี่พบว่าเป็นการลดอัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนทั้ง 2 ชนิด คือคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ถึง 18 – 22% การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ความเครียด และนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอก็นำมาซึ่งการเกิดริ้วรอย จุดด่างดำและผิวที่คล้ำขึ้นด้วยเช่นกัน