หนูดี วนิษา แนะ Tips เรียนรู้ ‘ภาษาใหม่’ ฝึกได้แน่ไม่ต้องแคร์อายุ !

Posted on |

ทุกวันนี้เทรนด์การเรียนภาษากำลังมาแรงมาก และถือเป็นทักษะที่ทำให้เราดูดีมีสกิลขึ้นทันที เมื่อเราพูดได้ 2 ภาษาขึ้นไปค่ะ

ซึ่งประโยชน์ของการเรียนภาษาใหม่ ๆ มันไม่ใช่แค่การที่เราพูดภาษานั้น ๆ ได้ แต่เราจะได้เข้าใจโครงสร้างการคิดของคนในชาตินั้น ๆ ได้เพื่อนใหม่ ได้เข้าใจวัฒนธรรมใหม่ ๆ คือข้อดีเยอะมากกกกกค่ะ

อย่างตัวหนูดีเองก็พูดได้ 3 ภาษาตั้งแต่เด็กค่ะ คือ ไทย- อังกฤษและอีสาน

▶️ ซึ่งทฤษฎีใหม่ ๆ เขาบอกว่า

– ถ้าเราพูดได้ 1 ภาษา พอไปเรียนภาษาที่สองจะค่อนข้างยาก

– ถ้าเราพูดได้ 2 ภาษาไปเรียนภาษาที่ 3 ก็อาจจะค่อนข้างยาก

– แต่ถ้าเราพูดได้ 3 ภาษา การเรียนภาษาที่ 3- 4- 5 มันจะง่ายขึ้น เพราะสมองของเราได้ถูกปรับให้ชินแล้วกับการเรียนรู้โครงสร้างภาษาใหม่ ๆ

อย่างตัวหนูดีเองแม้จะเป็นลูกครึ่ง (ไทย-อเมริกัน) แต่ก็เรียนช่วงมัธยมในโรงเรียนไทยค่ะ

ดังนั้น พอช่วงปริญญาตรีย้ายไปเรียนที่อเมริกา ก็เรียกได้ว่าต้องมาฟื้นฟูภาษาอังกฤษในหลาย ๆ เรื่องเลย ทั้งการพูดและการเขียนค่ะ


▶️ ทักษะ Writing

Cr.Pixabay.com

– สมัยเรียนมัธยมเราชินกับภาษาไทยมากกว่า พอไปพูดอังกฤษ หนูเผลอติดพูดภาษาอังกฤษแบบไม่ผัน Tense ค่ะ (ก็ภาษาไทย Verb หรือคำกริยาไม่ต้องผัน Tense นี่นา)

ดังนั้น เวลาเรียนเขียน อ่าน หนูดีจะต้องเช็คการผันคำของตัวเองตลอดค่ะ เพื่อไม่ให้เสียคะแนนเวลาส่งงาน

– แม้กระทั่งเขียนบทความส่งครูเขียนไปจนเสร็จแล้วนะคะ แต่เราก็ยังมีธรรมชาติที่คุ้นชินกับภาษาไทย ซึ่งภาษาไทยไม่มีจุดฟูลสต๊อป (Full Stop) แต่ภาษาอังกฤษมี !

ดังนั้น บางทีเวลาเราเขียนบทความ เราจะติดการเขียนขยายใจความไปเรื่อย ๆ ใส่นู่นเติมนี่ (run – on) แล้วไม่หยุดสักที

– ซึ่งหนูดีก็ได้รับคอมเมนต์จากอาจารย์ว่า

“ครูอ่านบทความของเธอแล้วเหนื่อย หายใจไม่ออก เพราะมันยาวมากกกก กว่าจะเจอจุด full-stop ฉันหมดลมหายใจไปแล้ว”

– เพราะเวลาฝรั่งมาอ่านบทความเรา หมดจุดฟูลสต๊อปประโยคหนึ่ง เขาก็จะได้หยุดหายใจสักเฮือกหนึ่ง

ซึ่งฟังดูแล้วมันเป็นเรื่องเล็กมากเลยนะคะ แต่มันมีผลมาก ๆ ในการสื่อสารของเรา

📝 English Writing Tips

จากปัญหานั้น หนูดีเลยได้ Tips ใหม่ที่คุณครูแนะนำมาก็คือ “เวลาเราจะเขียนอะไรเป็นภาษาอังกฤษให้คิดให้สั้น ให้กระชับ แล้วรีบใส่จุด full Stop” เป็นอันจบพิธีค่ะ


▶️ ทักษะ Speaking

Cr.Pixabay.com

– ฝรั่งเขาจะเรียกภาษาไทยว่า “ภาษาเสียงดนตรี” ค่ะ เพราะภาษาของเรามีเสียงวรรณยุกต์

– เพราะฉะนั้น ต่อให้เราไม่ทำเสียงขึ้น ๆ ลง ๆ เสียงก็ยังมีความเป็นดนตรีอยู่ในภาษาอยู่แล้ว

– แต่ภาษาอังกฤษเขาไม่มีวรรณยุกต์แบบเราค่ะ ดังนั้น เราจึงต้องใส่ “จังหวะ” ให้ “โทนการพูด” ของเราเป็นเสียงดนตรี

– ถ้าเราตั้งใจฟังดี ๆ “ทุกภาษาจะมีความเป็นดนตรีของมัน” ถ้าเราตั้งใจฟังเสียงโดยแม้ไม่ได้ยินคำศัพท์ เราจะพอจับได้คร่าว ๆ ค่ะว่า คนนี้พูดเกาหลี คนนี้พูดญี่ปุ่น หรือคนนี้พูดอังกฤษนะ ?

ดังนั้น การที่เราจะพูดให้ได้อย่างเจ้าของภาษา เราต้องฝึกตัวเองให้รู้จักฟัง…
 โทนเสียง
 Tempo
 จังหวะ
ของเสียงในภาษานั้น ๆ

เช่น คำว่า Camera ถ้าเราออกเสียงแบบภาษาไทยแล้วก็จะอ่านว่า คา-เม-ร่า แต่ถ้าออกเสียงแบบสำเนียงภาษาอังกฤษก็จะออกเสียงว่า ค้า-เม-ร่ะ (เสียงสูงกันเลยทีเดียว)

เราก็ต้องคอยฟังว่า อ๋อ…เสียงแบบนี้นะ จังหวะมันเป็นแบบนี้

– การเรียนภาษาก็เหมือนการเรียนดนตรีค่ะ คือ เราจะต้องออกโทนเสียงให้เหมือนร้องเพลงภาษาเขาให้ได้

ดังนั้น การเริ่มเรียนพูดภาษาโดยการ copy โทนเสียงของเขาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ***

– ก่อนที่จะเริ่มเรียนภาษาใหม่ ๆ คุณต้องฝึกฟัง “โทนเสียง” ให้ออกว่า มันเหมือนจังหวะเพลงแบบไหน ยังไง

ต่อให้คุณท่องศัพท์และเรียนไวยากรณ์มาเยอะแค่ไหน แต่ถ้าเรียนพูดแล้วคุณไม่สามารถเลียนแบบโทนเสียงแบบเขา เลียนแบบจังหวะเพลงแบบเขายังไงคุณก็ดูไม่เหมือนเจ้าของภาษาและอาจฟังดูไม่ไหลลื่นเท่าที่ควรค่ะ


▶️ 11 ข้อฝากไว้ เรียนภาษาใหม่ ๆ ได้อย่างใจแน่นอน

1) ถ้าจะเรียนภาษาใหม่ เป็นตายยังไงก็ต้อง “ท่องศัพท์” อย่าขี้เกียจท่องศัพท์เด็ดขาด !!อันนี้สำคัญที่สุด

2) เพราะถ้าคุณไม่รู้ศัพท์ คุณจะไม่มีส่วนประกอบอะไรมาประกอบเป็นประโยคเลย เหมือนการที่คุณจะทำอาหารแต่ไม่มีวัตถุดิบนั่นแหละค่ะ

3) การท่องศัพท์จะทำให้เรารู้ว่า คำหนึ่งคำมันแทนความหมายอะไร เหมือนที่โรงเรียนวนิษาของหนูดีสอนเด็ก ๆ ก็ต้องให้เรียนรู้คำศัพท์เหมือนกันค่ะ เช่น Sit down =นั่ง / Stand up = ยืน

4) แล้วอย่าลืมฝึกใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับคำศัพท์เหล่านั้นด้วยนะคะ

5) อย่างตัวหนูดีเอง เวลาท่องศัพท์ก็จะใช้โน้ตการ์ดเป็นหลักเลยค่ะ

6) ถ้ารู้สึกขี้เกียจทำโน้ตการ์ดเอง เราก็ซื้อหนังสือคำศัพท์มา แล้วอ่านศัพท์จากหนังสือก็ได้

7) แต่ว่าการที่จะรู้จักศัพท์ เรามักจะรู้จักศัพท์ผ่านในบริบทของการ “อ่านในบทความ” ดีที่สุดค่ะ

8) โดยเฉพาะคนที่ขี้เกียจท่องศัพท์ เวลาเราอ่านบทความเรามักจะเจอคำศัพท์ที่เราไม่รู้อยู่แล้วค่ะ แต่มันจะมีข้อมูลแวดล้อมและเราจะเริ่มเดาความหมายได้บ้าง

แต่ถ้าเดาไม่ได้เราก็ search หาความหมายและจดมันเอาไว้

Cr.Pixabay.com

9) ถ้าเราอยากเรียนรู้ภาษาใหม่จริง ๆ เราต้องทำสิ่งนี้ทุกวันค่ะจัดเวลาให้มันไปเลยวันละ 15 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง

10) หนูดีเองก็ใช้วิธีเรียนภาษาด้วยการเปิด YouTube ไว้ในรถแล้วเราก็ฟังไปด้วย ขับรถไปด้วย เช่น พวกคลิปเสียงสอนภาษาจีน สอนภาษาญี่ปุ่นหรือแอปสอนภาษาของทางสถานทูตประเทศต่าง ๆ เวลานั่งรถหนูดีก็ฟังตลอดค่ะให้ได้เรียนรู้โทนเสียงของเขา

11) ต้องพยายามคุยกับเจ้าของภาษาด้วย หนูดีเองเป็นเจ้าของโรงเรียนวนิษา ที่โรงเรียนเราสอนกัน 5 ภาษา หนึ่งในนั้นมีครูภาษาจีนด้วยค่ะ เวลาเจอคุณครูชาวจีน หนูดีก็จะพยายามคุยกับเขา เขาก็จะสอนเรา ชี้ไปที่ตรงนู้นตรงนี้แล้วก็บอกคำศัพท์ให้เราเลียนแบบเสียง ซึ่งยากกว่าภาษาอังกฤษมากกกกค่ะ ม้วนลิ้นกันหลายตลบเลย

▶️ ข้อคิดทิ้งท้าย

สำหรับการที่เราเป็นคนไทย อยู่ในสภาพแวดล้อมคนไทย แล้วหาชาวต่างชาติไปคุยด้วยไม่ง่ายนัก ก็ไม่ต้องเสียใจไปค่ะ 😁

เราสามารถฝึกภาษาผ่านการฟัง หรือการรับสื่อต่าง ๆ ได้

“แต่เราต้องพยายามเตรียมข้อมูลและศึกษาคำศัพท์ไว้อย่างสม่ำเสมอ”

ถ้าเรามีโอกาสได้เจอเจ้าของภาษา หรือไปเที่ยว ไปเรียนต่อ เราก็จะได้มีโอกาสฝึกภาษานั้น ๆเพิ่มเติมขึ้นเอง

แต่ถ้าเราไม่ท่องศัพท์ ไม่เข้าใจรูปประโยค เขียนก็ไม่ได้เลย แม้วันหนึ่งเราจะได้มีโอกาสไปถึงประเทศเจ้าของภาษา เราก็พูดไม่ได้อยู่ดีเพราะไม่มีคำศัพท์หรือโครงสร้างประโยคใด ๆที่ input เอาไว้ในคลังของเราเลย

ดังนั้น โอกาสตอนนี้มีเท่าไหนเราก็ฝึกและเรียนรู้เท่านั้น

แต่โอกาสมักจะมาหาคนที่เตรียมตัวอยู่แล้วเสมอค่ะ.

ด้วยรัก 

หนูดี วนิษา…เรื่อง
นุ่นนิ่น ภัทราพร…เขียน