หนูดีไดอารี่ EP.1| เสพชีวิตไอดอล แล้วเราจะเข้าใกล้ ‘ความสำเร็จ’ จริงหรือ ?

Posted on |

ถ้าเราจะบอกว่าจะต้องเสพข้อมูลจากไอดอลเยอะ ๆ เพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ มันยากค่ะ !!

…หนูดีว่าต้องระวังค่ะ…
เพราะว่าหนูดีได้ลองนั่งลองดู การทำงานใน 1 วันของตัวเอง ว่าเรามีเวลาพอจะแชร์การทำงานของเราไหม ?

คำตอบ คือ มีไม่พอแน่นอน

 ขอยกตัวอย่างตารางชีวิตของหนูดีใน 1 วัน (ของวันก่อน ๆ) นะคะ

 หนูดีตื่นมาตั้งแต่เช้า นั่งสมาธิ 1 ชั่วโมง
 เล่นโยคะนิดนึง
 จัดรายการวิทยุของ Met 107 1 ชั่วโมง
 ออกไปที่โรงเรียนวนิษา จัด Open House อีก 2 ชั่วโมง
 หลังจากนั้นไม่ได้กินข้าวเที่ยงเพราะว่าอิ่มแล้ว เลยเบรคแป๊บนึง
 สัมภาษณ์บทความให้กับยูนิเซฟ อีก 2 ชั่วโมง
 หลังจากนั้นออกไปลงเสียงโฆษณาที่เหม่งจ๋ายอีกจนถึงประมาณ 20.00 น.

ซึ่งทำงานทั้งงงงงวันและนี่คือวันทำงานจริง ๆ ของหนูดี ซึ่งมันยุ่งมากเลย กินอาหารในรถ

และเพิ่งจะนึกได้ว่า ทำไมเราไม่ถ่ายรูปตอนเช้าเพื่อจะแชร์เนี่ย ? แต่เราถ่ายไม่ทันเพราะเรามัวแต่ทำงาน

เวลาเดียวที่บังเอิญถ่าย ก็คือ Agency ถ่ายภาพหนึ่งภาพให้หนูดีตอนลงเสียงในตอนสุดท้ายก่อนนั่งรถติดกลับมาที่บ้าน

เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะบอกว่าจะต้องเสพข้อมูลจากไอดอลเยอะ ๆ เพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ มันยากค่ะ !!

โดยเฉพาะไอดอลที่เขาทำงานหนักจริง ๆ มันจะหนักจนที่เขาไม่มีเวลามาทำ reality ตามติดชีวิตตัวเขาเองทุกวัน เพื่อให้ทุกคนเห็นว่า มันหนักหนาสาหัส แค่ไหน เขาถึงได้มีวันนี้

หนูดีคิดว่า การที่เราเข้าไปเสพเรื่องราวของเขา โดยเฉพาะ Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่อันตรายมาก เพราะ Instagram ถูกสร้างมาให้แชร์ความสวยงามของภาพถ่าย เพราะฉะนั้น ภาพที่คนแชร์บน Instagram ส่วนใหญ่จึงเป็นภาพถ่ายสวย ๆ เสียมากกว่า

ตอนที่หนูดีไปเข้าวิปัสสนา 10 วัน ระหว่างที่นั่งอยู่เราเห็นภาพอะไรที่แย่ ๆ แล้วร้องไห้ นาทีนั้นถ้ามีมือถือ หนูดีขอถามว่า เราจะถ่ายภาพตัวเองไหม ? หน้าตาที่เราร้องไห้อยู่ เราจะลงรูปไหม เวลาที่เรารู้สึกแย่ ?

เพราะฉะนั้น คน ๆ นึงมันมีทุกด้านค่ะ มันมีทั้งแย่ มีทั้งดี มีเหนื่อย มีทำงานหนัก

แล้วพูดได้เลยว่า คนที่ทำงานหนักตัวจริง เสียงจริง ไม่มีใครที่มีเวลา ถ่ายรูปตัวเองหรือว่ามานั่งเขียนถึงการทำงานหนักของตัวเองหรอกค่ะ

กว่าที่เขาจะมีเวลามาแชร์อะไร ก็เป็นตอนที่เขาเสร็จจากงานหนักที่มันผ่านไปแล้ว ถึงมีเวลามานั่งร้านกาแฟสวย ๆ แล้วคิดว่า

“อุ๊ย ! ถ่ายภาพนี้ลงดีกว่า เพราะว่าทำงานหนักมาเยอะ น่าจะอัพอะไรสวย ๆ บ้าง”

เพราะฉะนั้น การที่คุณบอกว่าจะมานั่งเสพไอจีของเขา แล้วคุณจะประสบความสำเร็จเหมือนเขาบอกเลยว่าเป็นไปไม่ได้ค่ะ

Cr.Pixabay.com

บางทีเราชอบคิดว่า โอ้โห…ชีวิตเขาดีนะ ได้แต่งตัวสวย ๆ ได้กินของอร่อย ได้เที่ยวนั่นนี่ แล้วในที่สุดคุณก็จะกลายเป็นคนขี้เกียจและไม่ได้เป็นแบบเขา เพราะคุณก็จะเอาแต่ชิล ๆ และไปถ่ายรูปชิค ๆ

ถ้าคุณอยากที่จะเป็นแบบไอดอล ก็ให้ไปดูว่า…

1) ไอดอลเขาเรียนจบอะไรมาเขาถึงได้มีชีวิตที่คุณอยากจะมี

เช่น สมมติไอดอลของเรา คือสถาปนิกชื่อดังมาก ก็ให้ไปดูว่าเขาจบสถาปัตย์จากสถาบันไหน ตอนเรียนมันหนักแค่ไหนเขาสมัครเรียนยังไง เพื่อที่เราจะได้เป็นแบบเขา ในกรณีที่เรายังอยู่ในวัยเรียนนะคะ

2) ถ้าสมมุติเขาประสบความสำเร็จโดยไม่เกี่ยวกับการเรียน

ให้ไปดูว่าเขาทำงานอะไร เขาทำงานยังไงและใช้ชีวิตการทำงานยังไง เช่น…
– เขาสร้างคอนเนคชั่นยังไง
– เขาสร้าง product ขึ้นมายังไง
– เขามีช่องทางจัดจำหน่ายยังไง หรือไปศึกษาลูกล่อลูกชนในเทคนิคการขายของเขา

3) ถ้าไอดอลของคุณเป็นคนดังและมีคนไปสัมภาษณ์

ให้คุณตั้งใจฟังดี ๆ เลยว่า เขามีวิธีคิด วิธีการทำงานยังไง ถ้าเขาเคยเขียนหนังสือ ก็ซื้อหนังสือเขามาอ่าน

ถ้าเขาเคยเขียนบทความลงที่ไหน เราก็ไปตามอ่าน

วิธีนี้เป็นวิธีที่คุณจะได้เข้าไปทำความเข้าใจในระบบการทำงานของเขาและเรียนรู้ How to ว่าทำยังไงเราถึงจะได้มีชีวิตแบบเขา

4) แต่อย่าไปดูตอนเขากำลังกินกาแฟหรือกำลังไปเที่ยวเมืองนอก

อันนั้นเป็นตอนที่เขาพักและได้ใช้ประโยชน์จากความเหนื่อยของเขาแล้วค่ะ

อย่างตัวหนูดีเอง ที่อาจจะมีคนเข้ามาติดตามและชื่นชอบเราในแบบที่เป็นเรา (ทั้งนี้ก็อาจมีคนไม่ชอบบ้างนะคะเป็นธรรมดาของโลก) หนูดีคิดว่าคนที่มา Follow หนูดีนั้น แอบเสี่ยงนิดนึงตรงที่เวลาทำงานหนูดีจะไม่ลงรูปเลย เพราะว่ามันเหนื่อย

แล้วส่วนใหญ่คนที่ทำงานเป็นนักวิชาการมันจะไม่มีอะไรหรอก นอกจากอ่าน เขียนเตรียมข้อมูล

แม้กระทั่งเวลาที่เราไปบรรยายไปเลคเชอร์ หลายเลคเชอร์เราก็ไม่มีเวลาถ่ายรูปตัวเองเพราะว่าเราต้องอยู่บนเวที

หรือถ้าไปถ่ายโฆษณาซึ่งเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก ก็ไม่สามารถถ่ายภาพมาลงได้เพราะถือว่าเป็นความลับระหว่าง Agency กับลูกค้า

ฉะนั้น โอกาสที่คุณจะได้ใกล้ชิดแบบ Inside สุด ๆ กับคนที่ทำงานหนักผ่าน Social Media นั้นมันยากมากค่ะ เพราะส่วนใหญ่งานมันหนัก มันยาก และมันไม่ได้สวยงามที่จะเหมาะมานำเสนอบนแพลตฟอร์มที่มันเน้นความสวยงามต่าง ๆ

ก็เลยอยากฝากไว้ว่า เราไปตามดูชีวิตใน Social Media ของเขาได้ ว่ารวม ๆ แล้ว เขามีบุคลิกภาพอย่างไร แต่ถ้าอยากดูการทำงานของคน ๆ นึงต้องดูในที่ที่เกี่ยวกับการทำงานจริง ๆ

เช่น ถ้าเขามีบริษัท เราก็อาจจะลองสมัครไปฝึกงานกับเขาสมัครเข้าไปช่วยงานฟรี เหมือนเป็นการไปอยู่ใกล้เขาเพื่อสังเกตการทำงานและฝึกฝีมือค่ะ

การที่เราเสพความสำเร็จของเขา โดยที่ยังไม่ได้ดูวิธีคิดหรือวิธีทำงาน เราก็คงได้แค่แรงบันดาลใจ ถ้าเราอยากเป็นแบบเขา เราก็ต้องไปผ่านประสบการณ์แบบเขาค่ะ

ลองนึกดูว่า…กว่าจะเป็นคน ๆ นึง กว่าจะเป็นทุกวันนี้ เขาต้องผ่าน “ประสบการณ์ตรง” ที่เขาได้ลองลงมือทำในชีวิตเขา

แค่เราไปเห็น เราจะเป็นแบบเขาไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ…

Cr.Pixabay.com

▶️ ที่สำคัญที่สุด

ชีวิตเขา การทำงานของเขา
เราเรียนรู้มาปรับใช้มาเป็นแรงบันดาลใจได้

แต่แค่ดูไม่ช่วยอะไรค่ะ !

นอกจากกระตุ้นให้เราไปลงมือทำกับชีวิตตัวเอง แต่ถ้าเราไม่ลุกออกไปทำอะไร

เราเองนี่แหละที่จะอยู่ที่เดิมค่ะ.


หนูดี วนิษา เรซ…เรื่อง

นุ่นนิ่น ภัทราพร…เขียน